เลือกซื้อแอร์อย่างไร ให้คุ้มค่า
การเลือกซื้อแอร์ ควรจะต้องพิจารณาเลือกซื้อให้เหมาะสมกับพื้นที่ภายในบ้าน รวมถึงดูคุณสมบัติของแอร์ว่าเหมาะกับการนำไปใช้งานหรือไม่ ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลต่อค่าไฟ ที่อาจทำให้คุณรู้สึกขนลุกเลยก็เป็นได้ นอกจากนี้ การเลือกขนาดของแอร์ให้พอดีกับขนาดของห้องคือสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าหากห้องมีขนาดใหญ่ แต่แอร์มีขนาดเล็ก ก็อาจจะทำให้เปลืองไฟและแอร์เสียได้ง่าย ซึ่งการเลือกซื้อแอร์ให้เหมาะกับขนาดของห้อง ควรต้องดูที่ขนาดของ BTU เป็นหลักด้วย
1. ขนาด BTUกับขนาดพื้นที่
สิ่งแรกต้องรู้ในการเลือกซื้อแอร์ คือ เราจะใช้แอร์กี่BTU โดยค่า BTU คือหน่วยบอกความสามารถในการถ่ายเทหรือดึงความร้อนออกจากห้อง และทำความเย็นภายในห้อง ซึ่งคิดหน่วยต่อชั่วโมง เราจึงต้องเลือก BTU ให้เหมาะกับขนาดห้อง ในการซื้อแอร์มาติดตั้ง
2. เลือกแอร์ที่ประหยัดพลังงาน
การเลือกซื้อแอร์ที่ดี ควรเลือกแอร์ที่ได้ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เนื่องจากแอร์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 จะเป็นแอร์ที่ประหยัดไฟมากที่สุด แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่สูงกว่าแอร์ตัวอื่น ๆ ซึ่งในปัจจุบัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีการออกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 โดยมีการติดดาวเพิ่มเติมขึ้นมา ยิ่งดาวมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยประหยัดไฟได้มากเท่านั้น
3. เลือกแอร์ให้เหมาะสมกับสถานที่
แอร์แต่ละประเภทจะตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการเลือกซื้อแอร์แต่ละเครื่อง จะต้องพิจารณาถึงสถานที่และจุดที่จะทำการติดตั้งด้วย ยกตัวอย่างเช่น แอร์แบบติดผนัง มีขนาดเล็ก ราคาไม่สูง ไม่เปลืองพื้นที่ สามารถติดตั้งได้ง่ายดาย และทำความสะอาดง่าย
หรือ แอร์แบบฝังเพดาน เป็นแอร์ที่เหมาะกับห้องขนาดใหญ่ สามารถกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง สำหรับแอร์ประเภทนี้ จะทำการฝังเข้าไปกับเพดาน ทำให้มองไม่เห็นตัวแอร์ที่ติดตั้งภายในห้อง
4. คุณสมบัติพิเศษ
ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศนั้นมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ ก่อนซื้อแอร์สักเครื่อง จึงควรเปรียบเทียบคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายก่อนว่ามีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร เช่น นาโนไทเทเนียม ซิลเวอร์นาโน เป็นต้น นอกจากนี้ อย่าลืมเลือกรูปร่างหน้าตาของแอร์ในแบบที่คุณชอบ หรือจะเลือกให้เข้ากับห้องนั้น ๆ ก็ได้ จะได้ออกมาสวยงามกลมกลืนกัน
5.ความน่าเชื่อถือของแบรนด์
อีกปัจจัยสำคัญที่ควรเก็บเอาไปพิจารณา โดยให้เลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีความรู้ความเข้าใจและสามารถอธิบายเรื่องแอร์ให้คุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งให้ดูเรื่องการรับประกันและบริการหลังการขายด้วย เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีราคาแพง และมีอายุการใช้งาน การรับประกันและการดูแลซ่อมแซมแก้ไขหลังการขายจึงเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ที่มีอะไหล่และช่างเพียงพอก็ยิ่งดี เพียงเท่านี้ก็จะคุ้มค่าแล้ว
v1.6.8