
ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องปัญหาของ GenY ที่เป็นเหมือน Sandwich Generation ต้องดูแลพ่อแม่ในวัยเกษียณ ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างตัวไปกับครอบครัวของตัวเอง การวางแผนการเงินให้เป็นจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยไม่ใช่แค่วางแผนของตัวเอง แต่ยังหมายถึงการวางแผนให้พ่อแม่ผ่าน 3 เรื่องสำคัญ การซื้อประกันสุขภาพ ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ และวางแผนลงทุน และเพราะว่ามันคือการสร้างตัว และการดูแล การลงทุนจึงต้องมีแบบแผนชัดเจน คิดอย่างครอบคลุมในระยะยาวด้วย บทความนี้จะแชร์เคล็ดลับสำหรับทุกคนที่ต้องการผ่อนบ้าน เลี้ยงครอบครัว ทำยังไงให้จัดการเงินได้แบบสุขภาพดี Have a good wealth ไปด้วยกัน
ทำไมค่างวดบ้านถึงเป็นภาระหลักของครอบครัว
ด่านที่ยากที่สุดในหนัง หนังสือ และชีวิตจริงของมนุษย์ทำงาน เป็นเรื่องของ ‘ค่างวดบ้าน’ มาเสมอ เหตุผลสำคัญเบื้องหลัง ก็เพราะว่าการผ่อนบ้านคือการสร้างหนี้ระยะยาวที่มีมูลค่าสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เติบโตช้ากว่าค่าครองชีพ และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี การผ่อนบ้านหลังหนึ่งเป็นเวลาหลัก 10 ปีขึ้นไป ด้วยการที่รายรับ (Income) วิ่งไม่ทันกับดอกเบี้ย ก็ต้องบอกว่าเป็นไปได้ยากมากที่จะปลดภาระทางการเงินออกจากส่วนนี้ได้
อยู่กับหนี้อย่างเข้าใจ ไม่ใช่หวาดกลัว
- หนี้บ้านกับหนี้ประเภทอื่นแตกต่างกันอย่างไร : ค่างวดผ่อนบ้านถูกจัดอยู่ในหมวดของ ‘หนี้จำเป็น’ หรือก็คือเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายซื้อของตอบสนองต่อการดำรงพื้นฐานในการดำรงชีวิต พร้อมทั้งเป็นสิ่งที่ลงทุนแล้วคุ้มในระยะยาว สำหรับบ้านก็จะมีทั้งเรื่องของ ค่าซ่อมแซม ค่าผ่อน เป็นต้น
- การจัดลำดับความสำคัญของภาระหนี้ : สิ่งที่เรียกว่า ‘หนี้ไม่จำเป็น’ และเป็นค่าใช้จ่ายที่ควรถูกจัดลำดับเอาไว้ท้ายสุด ก็คือการจับจ่ายไปกับของฟุ่มเฟือย เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ยังไม่ต้องใช้ตอนนี้ สมาร์ทโฟนที่ซื้อมามากกว่าการติดต่อประสานงาน หรือของเล่นตอบสนองความบันเทิงบางอย่าง เป็นต้น
- ไม่เพิ่มภาระโดยไม่จำเป็นในช่วงผ่อนบ้าน : ต้องบอกว่าการลดการสร้างหนี้เป็นเรื่อง ‘ง่าย’ แต่ในบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ ‘ยาก’ ไปพร้อมกัน ถ้าหากเมื่อไหร่ที่เราต้องใช้หลักเหตุผลประมาณว่า “สิ่งนี้จำเป็นรึเปล่า ซื้อแล้วคุณภาพชีวิตดีขึ้นมั้ย เรามีเงินเก็บพอที่จะซื้อใช่มั้ย” ไปจนถึงว่า “เราสามารถประหยัดได้กว่านี้รึเปล่า” บ่อยครั้งเรามักจะมองไม่ออกว่าสิ่งที่จำเป็นกับไม่จำเป็นสำหรับตัวเองคืออะไร แต่เมื่อไหร่ที่ผ่อนบ้าน อย่าลืมใช้หลักเหตุผลดังกล่าว มองตามความจริงไม่เช่นนั้นจะทำให้มีหนี้เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ยากที่สุด
ค่าใช้จ่ายครอบครัวที่มากกว่าที่คิด

ขึ้นชื่อว่าเป็น Sandwich Generation แต่ไม่ว่าจะเป็นคนเจนไหนก็เป็น ‘เดอะ แบก’ ได้ทั้งนั้น และสิ่งที่พวกเขาต้องเจอ คือการแบกภาระค่าใช้จ่าย Fixed Cost และอื่น ๆ ที่มากกว่าค่าผ่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าเรียนลูก ค่าประกันของทุกคน ไหนจะต้องปันส่วนไปที่เงินอีก
เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของทุกคนให้เบาลงไปบ้าง อยากขอแชร์วิธีปันส่วนรายจ่ายเพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้ไปซะก่อน ด้วยการลองจัดสรรเงินตามนี้
- แบ่ง 50% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และแน่นอนว่าค่าผ่อนบ้าน
- แบ่ง 30% สำหรับเป้าหมายชีวิต และครอบครัว เช่น ค่าการศึกษา หรือเงินสนับสนุนพ่อแม่
- แบ่ง 20% สำหรับการออม และชำระหนี้ ซึ่งจะแบ่งเป็นทั้งเงินออมฉุกเฉิน การลงทุน และการโปะหนี้
ค่างวดบ้านควรอยู่ตรงไหนของชีวิต
ก่อนตัดสินใจเลือกบ้านหรือกำหนดภาระผ่อนชำระ การทำความเข้าใจว่าค่างวดบ้านควรมีสัดส่วนอย่างไรในชีวิต จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้การมีบ้านเป็นความสุข ไม่ใช่ภาระที่กดทับชีวิตในทุกเดือน
- ผ่อนให้ไหว ไม่ใช่ผ่อนให้เต็มเพดาน : ไม่ปฏิเสธว่าการผ่อนบ้านให้หมดเร็วที่สุดโดยการใช้วิธี ‘ชำระเกินทุกงวด’ เป็นทางออกที่ดี แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำแบบนั้นได้ เพราะฉะนั้นเอาเท่าที่ไหวคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด โดยมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง ‘โปะบ้านช่วงดอกเบี้ยลด’ ในวันที่เราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับธนาคาร เมื่ออนุมัติแล้วมักจะได้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี นั่นคือเวลาที่เหมาะกับการโปะบ้านเพราะว่าเรทที่ต่ำ หรือในช่วงที่ได้โบนัสประจำปี อาจจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อโปะให้ภาระเบาลงก็ดีเหมือนกัน หลังจากนั้นก็ผ่อนไปเรื่อย ๆ ด้วยจำนวนที่ไหว และให้ตรงเวลาก็พอ
- เหลือพื้นที่ให้ครอบครัวได้ใช้ชีวิต : การวางแผนการเงินที่ดีช่วยให้เราสามารถปลดปล่อยหนี้ ไปพร้อมกับมีชีวิตร่วมกับครอบครัวได้เสมอ เคล็ดลับนี้ทุกคนรู้อยู่แล้วล่ะ มันคือการทำ ‘บัญชีรายรับ-รายจ่าย’ เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพของการเงินโดยรวมได้ชัดเจนที่สุด ช่วยให้ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกเพื่อให้เราผ่อนบ้านหมดได้เร็วขึ้น โดยที่ไม่ทำร้ายกำลังของตัวเองจนเกินไป
เงินสำรอง ตัวช่วยสำคัญของครอบครัว

- เหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ : เพราะความเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์จึงมักกลายเป็นภาระก้อนใหญ่ของครอบครัวในเวลาอันสั้น การมีประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตที่สามารถช่วยรองรับค่าใช้จ่ายได้อย่างน้อยประมาณ 3–5 ปี จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน ไม่ให้เหตุการณ์ไม่คาดคิดกระทบกับแผนการใช้ชีวิตหรือภาระอื่น ๆ อย่างค่างวดบ้านในระยะยาว
- เงินสำรองช่วยให้ครอบครัวไม่สะดุด : นอกจากประกันแล้ว เงินสำรองฉุกเฉินก็เป็นอีกหนึ่งเกราะสำคัญของการเงินครอบครัว โดยหลักทั่วไปควรมีเงินสำรองประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนของทั้งครอบครัว เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การตกงาน รายได้ลดลง หรือค่าใช้จ่ายเร่งด่วน เงินก้อนนี้จะช่วยให้ครอบครัวยังสามารถดูแลค่าใช้จ่ายจำเป็นได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรีบก่อหนี้เพิ่มหรือกระทบกับการผ่อนบ้าน
- แนวคิดการเก็บเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป : เมื่อเป็นเรื่องของครอบครัว การสร้างวินัยทางการเงินร่วมกันก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ การปลูกฝังให้ทุกคนในบ้านรู้จักวางแผนการใช้เงิน เลือกสิ่งที่จำเป็นก่อนสิ่งอื่น และค่อย ๆ เก็บออมอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้การเงินของครอบครัวมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การประหยัดไม่ได้หมายความว่าต้องตัดความสุขทั้งหมดออกไป แต่คือการรู้จักสร้างสมดุลระหว่างการดูแลอนาคตทางการเงิน กับการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในปัจจุบัน
จัดการเงินแบบไม่พัง เริ่มจากการมองภาพรวม
- แยกเงินจำเป็นกับเงินยืดหยุ่น : เพื่อให้เราจัดการเงินแบบสมบูรณ์ และไม่พังร่างกายกับจิตใจ ควรแยกเงินที่เรียกว่า ‘เงินจำเป็น (Needs)’ สำหรับค่าอาหาร บ้าน ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต กับ ‘เงินยืดหยุ่น (Wants)’ เงินสำหรับเที่ยว ช้อป การเติมเต็มความสุขต่าง ๆ ให้ได้ โดยรู้ว่าเงินอย่างแรกเป็น First Priority สำคัญกว่าเสมอ
- รู้ก่อนว่าเงินหายไปตรงไหนในแต่ละเดือน : การทำรายรับรายจ่ายที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวม จะทำให้รู้ว่าเราใช้จ่ายไปกับ Needs หรือ Wants มากกว่ากัน เพื่อที่เวลาเงินหายไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากกว่า จะได้เตรียมการแก้ไขได้ถูก
สำหรับหลายครอบครัวที่ต้องผ่อนบ้านไปพร้อมกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน หนึ่งสิ่งสำคัญที่อาจมองข้ามไม่ได้คือการตั้งกรอบการใช้เงินที่ครอบครัวรับได้ เพราะการจัดการการเงินที่ดีไม่ได้หมายถึงการทุ่มรายได้ทั้งหมดไปกับภาระผ่อนชำระเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเหลือพื้นที่ให้กับค่าใช้จ่ายจำเป็น การออม รวมถึงการใช้ชีวิตในแบบที่ทำให้ทุกคนในบ้านยังรู้สึกสบายใจไปพร้อมกัน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เข้าใจว่าทุกก้าวของการมีบ้านล้วนมีความหมาย จึงพร้อมสนับสนุนด้วยสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับบ้านใหม่ บ้านมือสอง รวมถึงการซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น เพื่อให้การมีบ้านไม่ใช่ภาระที่หนักเกินไป แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้ชีวิตและสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกันได้ในระยะยาว
หากสนใจยื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านกับ ธอส. สามารถกรอกข้อมูลเพื่อรับคำแนะนำด้านสินเชื่อโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารได้ที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดูแลคุณในทุกขั้นตอนของการขอสินเชื่อ
ธอส. มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบ และนำเสนอทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือผ่าน Facebook ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ GH Bank Call Center : 02 645 9000